มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านการลดก๊าซเรือนกระจก ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่งทั่วประเทศ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมร่วมขับเคลื่อนเครือข่ายวิทยาการด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก (Climate Action Academy Network: CAAN) เพื่อพัฒนาบุคลากร องค์ความรู้ และขีดความสามารถด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจกสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัฒนา รัตนพรหม อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมุ่งนำองค์ความรู้และมาตรฐานจากเครือข่าย CAAN มาพัฒนาศักยภาพบุคลากร และขยายผลสู่ภาคธุรกิจ ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ Climate Action ไม่ใช่เพียงองค์ความรู้ แต่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติและวัดผลได้จริงในพื้นที่
“เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการเรียนรู้ว่า Climate Change คืออะไร แต่ต้องทำให้คนในพื้นที่สามารถวัดคาร์บอนได้ รู้ว่าแหล่งการปล่อยคาร์บอนมาจากที่ใด ลดได้อย่างไร และพิสูจน์ผลของการลดได้จริง มรส. จะนำความรู้จากเครือข่าย CAAN มาเชื่อมโยงกับความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาท้องถิ่น เพื่อเปลี่ยน Climate Action จากเรื่องระดับโลกให้เป็นการลงมือทำในพื้นที่”
ในระยะแรก มรส. เตรียมขับเคลื่อนแนวคิด “Campus – Community – Island” โดยพัฒนามหาวิทยาลัยให้เป็นพื้นที่เรียนรู้และทดลองด้านการจัดการคาร์บอน (Carbon Living Lab) จัดทำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และพัฒนาบุคลากรด้าน Carbon Footprint และ Climate Action ก่อนขยายองค์ความรู้และบริการวิชาการสู่ชุมชนและภาคธุรกิจ
สำหรับพื้นที่เป้าหมายสำคัญ มรส. มีแนวคิดพัฒนา Samui Climate Action Sandbox บนเกาะสมุย เพื่อทดลองแนวทางการจัดการคาร์บอนที่เหมาะสมกับบริบทเมืองท่องเที่ยวและพื้นที่เกาะ ครอบคลุมประเด็นพลังงาน การเดินทาง อาหาร น้ำ ขยะ ธุรกิจบริการ และชุมชน โดยเชื่อมโยงกับการวิจัย บริการวิชาการ วิศวกรสังคม BCG และพันธกิจด้านการพัฒนาท้องถิ่นของมหาวิทยาลัย
ในระยะต่อไป มรส. มุ่งพัฒนาขีดความสามารถภายใต้แนวคิด “Island – Tourism – Community Climate Action” เพื่อเป็นหนึ่งในกลไกเชิงพื้นที่ของเครือข่าย CAAN ในภาคใต้ ทั้งด้านการพัฒนากำลังคน การบริการวิชาการ การจัดทำข้อมูลก๊าซเรือนกระจก และการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบที่สามารถวัดผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม
“ความสำเร็จไม่ควรวัดจากจำนวนครั้งที่เราอบรมหรือจำนวนกิจกรรมที่จัด แต่ควรวัดจากจำนวนคนที่มีความสามารถด้าน Climate Action จำนวนองค์กรและชุมชนที่สามารถจัดการคาร์บอนได้ และท้ายที่สุดคือเราสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริงเท่าใด” อธิการบดี มรส. กล่าว














