—————
นักศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) ร่วมสร้างสีสันโชว์อัตลักษณ์เครื่องแต่งกายนางรำที่ถ่ายทอดเรื่องราวของบึงขุนทะเลลงบนผืนผ้าถุงจาก “ระบำยอยกตะวัน” ในประเพณีชักพระ ทอดผ้าป่า และแข่งเรือยาว จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประจำปี 2569 ประจำขบวนเรือพนมพระของวัดท่าอู่ ตำบลขุนทะเล อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นการตอกย้ำเป้าหมายสำคัญในด้าน “การบริการวิชาการรับใช้สังคม” อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569


.
ระบำยอยกตะวัน เป็นชุดการแสดงที่สร้างสรรค์จากวิถีชีวิตของชาวบ้านรอบบึงขุนทะเล ซึ่งใช้ยอยกจับปลา กุ้งในยามค่ำคืน ขณะดวงตะวันเริ่มตกดิน ภาพของคนกับยอ สายน้ำ และแสงตะวัน จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญทั้งในด้านท่ารำและการออกแบบเครื่องแต่งกาย โดยเฉพาะผ้าถุงของนางรำที่ทำหน้าที่เสมือนผืนผ้าเล่าเรื่องชุมชน ผ่านลวดลายหลัก 3 ลาย ได้แก่ ลายยอ สื่อถึงเครื่องมือประมงพื้นบ้านที่อยู่คู่ชุมชนมาหลายชั่วอายุคน ลายดอกบัวแดง สื่อถึงความงาม ความอุดมสมบูรณ์ และเป็นสัญลักษณ์แห่งความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ซึ่งสอดรับกับประเพณีชักพระ และลายเกลียวคลื่น สื่อถึงสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิต ลวดลายทั้งหมดใช้วิธีการพิมพ์ลงบนผ้าวาเลนติโน่ ซึ่งเป็นผ้าเนื้อนุ่ม มีน้ำหนักพอดี ทิ้งตัวสวย รับสีพิมพ์ได้คมชัด ทนต่อการใช้งานในขบวนแห่ที่ต้องเคลื่อนที่เป็นระยะทางไกล อีกทั้งยังช่วยให้ชุมชนสามารถนำไปผลิตซ้ำเพื่อใช้ในโอกาสต่างๆ ได้ต่อไปด้วยต้นทุนที่เหมาะสม
.
การร่วมงานประเพณีชักพระในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดจากโครงการห้องเรียนวิศวกรสังคม โดยมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ซึ่งมี อาจารย์พงศ์เทพ แก้วเสถียร ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการท้องถิ่นและเครือข่ายชุมชน (ประธานศูนย์บริการวิชาการท้องถิ่น) บึงขุนทะเล ต.ขุนทะเล เป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายชุมชน เพื่อผลักดันให้ระบำยอยกตะวันไม่ได้เป็นเพียงผลงานของมหาวิทยาลัย แต่ยกระดับกลายเป็นการแสดงของชุมชนที่ได้รับการนำเสนอในงานบุญสำคัญประจำปีของท้องถิ่นได้อย่างเต็มภาคภูมิ




.
ทางด้าน อาจารย์ธัญญ์ฐิตา อัครภิรมย์ชัย ผู้อำนวยศูนย์ทูบีนัมเบอร์วัน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และผู้สร้างสรรค์เครื่องแต่งกายที่ใช้ในขบวนเรือพนมพระ วัดท่าอู่ เปิดเผยว่า เป้าหมายของโครงการ คือ การทำให้ระบำยอยกตะวัน เป็นสมบัติของชุมชนบึงขุนทะเลอย่างแท้จริง ลวดลายบนผ้าถุงทุกลายมาจากสิ่งที่ชาวบ้านเห็นและสัมผัสในชีวิตประจำวัน ทั้งยอ ดอกบัวแดง และสายน้ำ เมื่อชุมชนนำการแสดงไปร่วมงานประเพณีชักพระ จึงเท่ากับชุมชนได้เล่าเรื่องราวของตนเองผ่านศิลปะ และสร้างความภาคภูมิใจให้คนในพื้นที่ โดยเฉพาะเยาวชนที่จะเป็นผู้สืบทอดต่อไป
—————
#สื่อสารองค์กรมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
ที่มา : คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
กนกรัตน์ ศรียาภัย : เรียบเรียง
อดิสรณ์ เนาวโคอักษร:รายงาน










